ติดตามเรื่องนี้
อารัมภบท

เรือ.png

             

        ท่าเรือทองหล่อกับเย็นวันจันทร์ตอนหกโมงสิบห้านาที... 

ฉัน...หญิงสาวชาวไทยไซส์ “มินิ” ผู้มีความสูงเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบห้า สไลด์ตัวลงจากเบาะรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่โดยสารมาเป็นประจำจนฉันจำหน้าคนขับได้เกือบครบทุกคน พอๆกับอีกฝ่ายก็รู้ว่าฉันทำงานอยู่ตึกตรงข้ามวินมอเตอร์ไซค์ 

เมื่อลงจากรถจนสามารถยืนทรงตัวได้ไม่โงนเงน ฉันก็ส่งธนบัตรใบสีเขียวที่กำไว้ก่อนแล้วในมือยื่นให้ เป็นค่าตอบแทนให้คนขับที่นำพายานพาหนะรูปร่างคล้ายตั๊กแตนมาส่งฉันได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องไต่ถามก็รู้ราคากันดี ฉันก้าวขาพาร่างอันผอมกะหร่องราวกับเด็กประถมเสียมากกว่าจะเป็นสตรีวัยเจริญพันธุ์ไปยังพื้นที่ๆมีคนหนาแน่นยืนแออัดกันอยู่ ตรงนั้นเรียกว่า...โป๊ะท่าเรือ 

จะมีทางไหนที่ไม่ต้องแย่งกันขึ้นแย่งกันลงรถโดยสารบ้างไหมนะ? 

ฉันรำพึงรำพันกับตัวเองในมนัส แล้วก็ต้องถอนหายใจอย่างเหน็ดหน่าย และแม้นจะไขว้คว้าหาคำตอบทางอินเตอร์เน็ต หรือกระทั่งให้คำตอบกับตัวเอง ท้ายที่สุดมันก็เป็นคำตอบเดียวกันที่ว่า...ไม่มีเลย 

จะที่ไหนๆในกรุงเทพฯ ก็ล้วนแล้วแต่ดาษดื่นไปด้วยมนุษย์ที่เรียกว่า...มนุษย์เงินเดือน ที่ยืนหยัดไปทำงานเวลาเดียวกันในยามเช้า และโบยบินหวนคืนกลับสู่รังในเวลาเดียวกันอีกในยามเย็น 

ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น...เป็นมนุษย์เงินเดือน! 

ทองหล่อ... 

หรือซอยสุขุมวิท 55 ที่ตัดเข้ามาเป็นถนนยาวเหยียด พาดผ่านคลองแสนแสบตอนช่วงท้ายตรงสะพานสูง แล้วจึงไปสิ้นสุดลงเมื่อได้บรรจบกับถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แห่งนี้ล่ะคือที่ทำงานของฉัน  

ฉันไม่ใช่คนเมืองหลวงตั้งแต่กำเนิดหรอก ฉันเป็นเพียงนกตัวหนึ่งที่ออกมาหากินต่างถิ่นต่างฐานเท่านั้น ในขณะที่ตามบ้านเมืองของฉัน แหล่ง’ หากินมันน้อยนัก ที่พอจะมีหน่อยมันก็ยังไม่อุดมสมบูรณ์พอ ก็แค่พอเก็บกินได้ไปวันๆ ในขณะที่ฉันต้องการสะสมอาหารไว้เผื่ออนาคต แล้วยังจะครอบครัวของฉันอีกเล่า...จะอิ่มท้องได้อย่างไร ฉันก็เลยต้องระหกระเหินเดินทางมาจากแดนไกล หอบเอาความหวัง ความฝัน และละทิ้งสิ่งที่มีค่าที่สุดไว้เบื้องหลังเพียง คนเดียว’ เพื่อให้สิ่งที่ มีค่า’ ที่สุดสิ่งนั้น...มีกินในภายภาคหน้าที่ไม่รู้ว่าจะหมดลม...หมดแรงลงเมื่อไหร่ และก็ไม่รู้ว่าจะอิ่ม...หรือจะอด 

เมื่อก่อนที่ทำงานฉันอยู่ย่านสาทรใต้ ส่วนตัวฉันพักอาศัยอยู่ย่านรามคำแหง การเดินทางก็ไปได้ทั้งโดยรถเมล์และรถไฟฟ้า  

ฉันเคยเข็ดจากการวิ่งหน้าตั้งลงจากสะพานลอย เพื่อให้ทันรถเมล์ที่วิ่งเข้ามามาจอดเทียบท่าตรงป้าย ซึ่งก็ห่างจากสะพานลอยที่ว่าไม่ถึงสองร้อยเมตร สมัยนั้นเพิ่งเข้ามาทำงานกรุงเทพฯใหม่ๆ ฉันยังพักอยู่อ่อนนุชอยู่เลย และตอนนั้นก็พักอยู่กับเพื่อนแต่ตอนนี้ฉันมาพักอยู่กับพี่สาว 

ถือว่าลำบากอยู่เหมือนกันสำหรับ คุณหนูบ้านนา’ ที่ไม่เคยแหกขี้ตาตื่นก่อนเจ็ดโมง และไม่เคยอดรนทนรออย่างเสียเวลา สำหรับการเดินทางถึงสองชั่วโมงที่ทำเพียงแค่ยืน...ยืน...และก็ยืน เพื่อไปเป็น ขี้ข้าออฟฟิศ’ ก็บ้านฉันระยะทางเพียงแค่นั้น...จับมอเตอร์ไซค์สตาร์ทเครื่อง บิดไม่ถึงยี่สิบนาทีฉันก็ถึงที่หมาย 

หลังจากที่ฉันเข็ดจากการขึ้นรถเมล์ที่ต่อให้ตื่นเช้าตั้งแต่ตีห้า ก็ยังถึงบริษัทเจ็ดโมงห้าสิบอยู่ดี หลังจากนั้นฉันจึงหันมาพึ่งรถไฟฟ้าที่เร็ว(ไม่)จี๋กว่ารถเมล์แทน เพราะถึงแม้จะเสียค่าโดยสารในราคาที่แพงไปหน่อย อย่างน้อยก็ไม่ต้องมีเด็กกระเป๋ามาตะโกนไล่คอยให้แต่ ชิดในๆ’ ซึ่งบางครั้งฉันและผู้โดยสารคนอื่นๆ ก็ชิดจนจะขึ้นไปนอนราบอยู่บนที่วางของบนรถอยู่แล้ว  

พอได้ย้ายไปอยู่รามคำแหงแล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟฟ้าน่ะดีหน่อย นอกจากจะเย็นสบาย แอร์ชุ่มฉ่ำแล้ว จะยืนฟังเพลงหรืออ่านหนังสือ ก็เหมือนจะสะดวกสบายกว่ายืนบนรถเมล์ที่เบรกจึ้ก...เบรกจึ้ก...จนหน้าทิ่มอยู่ทุกสามนาที อันที่จริงรถไฟฟ้าก็ใช่ว่าจะน้อยหน้าเรื่องจังหวะเบรก เพราะบางทีก็มีจังหวะกระชั้นกระชากเหมือนจะแกล้งผู้โดยสารอยู่บ่อยไป แต่ฉันก็ฝึก วิทยายุทธ์’ จนสามารถจิกเท้ายืนบนพื้นรถไฟได้แบบไม่ต้องเกาะหรือเหนี่ยวรั้งอะไรไว้เลย ถ้าจังหวะหนักหน่วงหน่อยก็ยังสามารถคว้าหาที่ยึดไว้ได้ทัน ไม่เคยหน้าคะมำไปจูบต้นคอคนข้างหน้าเลยสักครั้ง 

ฉันเดินทางโดยรถไฟฟ้าอยู่กว่าหนึ่งปีครึ่ง จนกระทั่งบริษัทได้แจ้งต่อพนักงานว่าตั้งแต่ปีใหม่ จะย้ายไปประจำการอยู่ที่ทองหล่อ 

ฉันดีใจที่นับจากปีนี้เป็นต้นไป จะได้มีเวลาตื่นสายขึ้นสามสิบนาที แถมยังใช้เวลาเดินทางเร็วขึ้นตั้ง...หนึ่งชั่วโมง! 

มันวิเศษมากเลยล่ะ มนุษย์เงินเดือนโหยหาอะไรมากที่สุดล่ะ ใครจะว่าเป็นโบนัส ใครจะว่าเป็นเงินเดือน ใครจะว่าเป็นตำแหน่ง แต่สำหรับฉันคือ...เวลานอน! 

และจากที่ฉันศึกษามาอย่างดีแล้วว่า พาหนะที่จะช่วยยืดเวลานอนให้ฉันได้มากพอ นั่นก็มีเพียงแต่...เรือ 

ท่าเรือวัดกลาง...อยู่ห่างจากที่พักของฉันไม่ไกลนัก ถ้าเทียบเวลาโดยการเดินก็ประมาณ...สิบห้านาที แต่ส่วนใหญ่ฉันจะชอบขึ้นมอเตอร์ไซค์ไปเพราะมากกว่า มันเร็วดี ฉันชอบ... 

ที่พักของฉันอยู่หลังโรงพยาบาลรามคำแหง เรียกว่าติดกับโรงพยาบาลเลยล่ะ สาเหตุที่มาอยู่ที่นี่ทั้งที่ราคาเช่าก็แพงถึงครึ่งหมื่น เพราะพี่สาวของฉันเป็นเภสัชกร ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ พี่ฉันเลิกงานไม่เป็นเวลา เลยจำเป็นต้องหาที่พักอยู่ใกล้ๆที่ทำงาน จะได้สะดวกสบายเวลาเดินทางกลับดึกๆดื่นๆ 

เพียงแค่วันแรกที่ฉันเดินทางมารอขึ้นเรือ ฉันก็ได้รับรู้ถึงกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน ที่ใครๆก็ต่างโจษจันกึ่งเสียดแทงผ่านสโลแกนโฆษณาที่เคยดังในอดีตว่า...กลิ่นมาดามหอมชื่นใจ 

แหม...ชื่นใจจนปอดฉันนอนกอดเข่าร้องไห้แล้วกระมัง! 

นอกจากจะส่งกลิ่นเหม็นจนแสบจมูกแล้ว น้ำยังเขียวปี๋จนมองไม่เห็นอะไรที่สะท้อนลงไปข้างในผืนน้ำเลย  ทั้งมากล้นด้วยสิ่งปฏิกูลลอยตุปัดตุป่องอย่างอิสระ ฉันมองสำรวจด้วยกิริยาของคน ไม่เคยเห็น’ แต่สำหรับท่านอื่นๆที่โดยสารบ่อยๆคงเห็นเสียจนมองว่าเป็นศิลปะแห่งห้วงนทีเสียแล้วกระมัง 

นับจากวันนั้นถึงวันนี้ ก็ถือได้ว่าฉันอาศัยเรือโดยสารมาทำงานได้ร่วมเจ็ดเดือนแล้ว... 

เจ็ดเดือนที่เดินทางอย่างโดดเดี่ยวไม่มีเพื่อนที่รู้จักที่เคย ร่วมทาง 

เจ็ดเดือนที่ อะไรๆ ได้เปลี่ยนแปลงชนิดที่ว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือ 

และใครจะรู้ว่ามันเป็นเจ็ดเดือนที่เลวร้าย เลวร้ายอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยสำหรับฉัน 

เหตุการณ์มันเริ่มจากตรงไหนนะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ 

จากหัวใจที่เคยเป็นสีชมพู...ทำไมถึงได้กลายเป็นสีดำสนิทเสียยิ่งกว่าเถ้าถ่าน 

รอยยิ้มที่เคยส่งให้กันอยู่เป็นนิตย์...แล้วทำไมทุกวันนี้แม้แค่หน้าก็ยังไม่ปรารถนาจะผินมอง 

คลองแสนแสบที่ว่าเหม็นเน่ายังไม่เท่าเหม็นขี้หน้าคน! 

เหม็นหน้าคนจนต้องเบือนหน้าหนี 

โกรธ...เกลียด...แค้น...ทรมาน  

ฤาบางครั้งก็ยัง... 

ช่างมันเถอะ! 

ฉันจะไม่คิดถึงมันอีกแล้วกับเรื่องที่ก่อนหน้านี้ฉันก็เฝ้าแต่คิด...คิด...มันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน 

ฉันมองดูผู้คนที่ยืนเรียงรายรอเรือกันอย่างหนาแน่นเต็มโป๊ะ ในขณะที่เรือโดยสารกำลังจะวิ่งเข้ามาจอดในอีกยี่สิบวินาทีข้างหน้า ที่ฉันรู้ไม่ใช่เพราะเห็นหัวเรือเคลื่อนคล้อยลอยล่องเข้ามาใกล้หรอกนะ ก็ฉันน่ะยืนอยู่ข้างหลังเกือบสุด ไม่อาจสอดแทรกตัวไปลัดคิวคนอื่นที่เขามาก่อนได้ แต่ฉันรู้เพราะได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มที่ดังชัดเข้ามาทุกที แล้วพอมันมาถึงนะ...เสียงมันก็จะดังราวกับเครื่องสูบน้ำออกจากนาที่ฉันเคยได้ยินเมื่อตอนเด็กๆเลยล่ะ 

แล้วก็เป็นดังว่า... 

เพียงแค่เวลาไม่ถึงยี่สิบวินาที กัปตันเรือ ก็สามารถตั้งลำ พาเจ้าเรือหางยาวเข้าจอดเทียบท่า ท่ามกลางผู้โดยสารที่รอคอยลงเรืออย่างใจจดใจจ่อ  

ใครๆก็อยากรีบกลับบ้านเร็วๆ คนมีลูกก็คงคิดถึงลูก คนมีแฟนก็คงอยากกลับบ้านไปรับประทานอาหารค่ำกับแฟนโดยเร็ว สำหรับฉัน...จะรีบไปทำไมกันนะ ในเมื่อไม่ได้รีบ ฉันก็เลยถือโอกาสยืน จำจด’ ภาพบรรยากาศที่ผู้คนพยายามยัดตัวเองลงเรืออย่างเพลิดเพลิน 

นาทีที่เรือชิดฝั่งใครๆก็ต่างกุลีกุจอคว้าเชือกโหนลงอย่างเร่งรีบ ด้วยว่าที่เกรงว่าจะไม่มีพื้นที่เหลือพอให้ตัวเองอาศัยลงไป 

ฉันมองภาพเหล่านั้นพลางย้อนกลับมองตัวเอง 

ภาพของฉันคงไม่ต่างกันเวลาพยายามกระเสือกกระสนตนเองลงไปในนั้นอย่างทุลักทุเล ทั้งกระเป๋าเอย...เสื้อคลุมเอย เกาะเกี่ยวเชือกที่ใช้ยึดเหนี่ยวจนเลิกขึ้นสูงคนละทิศคนละทาง กว่าจะจัดตัวเองให้เข้าที่ได้ก็เจอสายตาหลายคู่มองมาอยู่เหมือนกัน เขาคงอยากจะตะโกนบอกฉันแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังก้องว่า เบียดกันจะตายห่...แล้วยังจะสอเสือใส่เกือกลงมาอีก 

นั่นคือวันที่ฉันรีบ... 

แต่วันนี้ฉันไม่รีบ...ฉันก็เลือกที่จะรอลำต่อไป 

เมื่อกระเป๋าเรือรอคอยจนมั่นใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดก้าวขาลงไปอีก หรือจะพูดให้ถูกก็คือ...มันไม่มีที่จะให้กระเสือกกระสนตัวเองเข้าไปได้แล้ว กระเป๋าเรือก็ดึงสายที่พันเสาเหล็กเตี้ยๆอันเป็นที่ยึดเรือให้เข้าเทียบท่า เปรียบเสมือนเป็นการทอดสมอเรือนั่นล่ะ ผิดกันตรงที่สมอเรือจริงๆจะทอดโดยเหล็กและทิ้งในน้ำ แต่สมอเรืออันนี้ทอดด้วยเชือกดึงด้วยแรงคน เวลาเก็บเชือกก็ทบเก็บสายสักสองสามทบ แล้วก็เหวี่ยงทีเดียวเชือกเส้นใหญ่ก็ลอยเหวอข้ามหลังคาไปตกลงอย่างอิสระที่ฝั่งตรงข้าม เท่านั้นเรือหางยาวลำดังกล่าวก็ได้เวลาเร่งเครื่องออกจากท่า 

ผู้คนยกมือขึ้นปิดจมูกในจังหวะเดียวกันกับที่เรือเคลื่อนตัวออกไป น้ำที่เกิดจากแรงดันแตกฟองกระจัดกระจาย ม้วนตัวตีตลบไปมาระหว่างคลื่นที่อยู่ใต้น้ำ นำพา กลิ่นมาดามหอมชื่นใจ’ ขึ้นมาทักทายผู้โดยสารอีกครั้ง ทั้งยังทิ้งเขม่าสีเทาที่พวยพุ่งคุ้งโขมงไว้ให้คนสูดดม ใขขณะที่มันวิ่งห่างจากท่าออกไปทุกที กลิ่นเครื่องยนต์ที่เหม็นอย่างมหาศาลจากเครื่องยนต์อันเก่าแก่ของมันได้เข้ามาแทนที่อากาศบริสุทธิ์ที่เดิมทีก็มีเพียงน้อยนิด 

จวบจนเวลาผ่านไปได้เกือบห้านาทีอากาศบริสุทธิ์ก็ค่อยเอื่อยอ่ายกรายมา พอๆกันกับเรือลำต่อไปที่กำลังต่อคิวแล่นตรงมายังท่าเรือทองหล่อแห่งนี้ 

ควันจากเรือลำก่อนหน้าเพิ่งจะหายเหม็น...ลำต่อไปก็จะเข้ามาทำให้มันเหม็นอีกรอบแล้วสินะ เป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้เรื่อยไป คนเมืองกรุงเลยไม่เคยได้รับอากาศบริสุทธิ์เต็มปอดสักที 

ฉันทนเหม็นไม่ไหวจนต้องควานหาผ้าปิดจมูกในกระเป๋ามาสวมปกป้องกลิ่นบ้างล่ะ เรือลำยาวเคลื่อนตัวเข้าเทียบท่า มีเด็กเรือวัยสักประมาณสิบกว่าๆที่ดูใบหน้าก็รู้ว่าอ่อนกว่าฉันกระโดดขึ้นฝั่งอย่างรวดเร็ว เจ้าเด็กหนุ่มโยนเชือกไปคล้องกับเสาเตี้ยแล้วโน้มตัวออกแรงดึงเชือก เพื่อให้เรือลอยเข้ามาชิดจนผู้โดยสารสามารถขึ้นจากฝั่งได้อย่างปลอดภัย  

เรือลำนี้มีผู้โดยสารลงหลายคน ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นคนไทย แต่พอได้ยินเสียงโขมงโฉงเฉงผสานกับเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานคล้ายกับคนกำลังตื่นตาตื่นใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า ฉันก็ชะโงกหน้าไปมองเฉดเช่นผู้โดยสารคนอื่นๆที่ให้ความสนใจ  

ภาพที่ฉันเห็นคือกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวเอเชียกลุ่มใหญ่ และมีนักท่องเที่ยววัยกลางคนกำลังยื้อยักยื้อหย่อนก้าวขาขึ้นจากเรือ มีเพื่อนชาติเดียวกันยืนตบมือลุ้นให้กำลังอยู่บนฝั่ง ด้วยความที่ไร้ความชำนาญจึงไม่กล้าก้าวขาในขณะที่เรือล่องออกห่างจากฝั่งเกินกว่าขาของเธอจะก้าวถึง จึงทำให้ยืนเกาะเชือกอยู่บนกราบเรืออย่างคอยลุ้นว่าตนเองจะสามารถขึ้นจากเรือได้จังหวะไหน  

สุดท้าย...เมื่อเด็กเรือออกแรงดึงเชือกให้ชิดฝั่ง  สตรีผู้นั้นก็ก้าวขาพาตัวเองขึ้นฝั่ง ท่ามกลางความช่วยเหลืออีกแรงของเพื่อนร่วมชาติ ที่ตอนหลังออกแรงช่วยดึงขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย 

ครั้นพอคนขึ้นเฮโลกันขึ้นฝั่งจนหมด ก็ได้เวลาคนลงเฮโลกันลงไปแทนที่บ้าง ฉันก็ได้โอกาสนั้นโหนเชือกลงไปยืนบนเรือได้สำเร็จ อีกครึ่งนาทีต่อมากระเป๋าเรือก็เก็บเชือกแล้วกระโดดลงมายืนบนกราบเรือเพื่อให้เรือแล่นออกจากท่าและมุ่งหน้าไปยังป้ายถัดไป 

ในขณะที่เรือได้บรรทุกผู้โดยสารอย่างหนักอึ้งก็วิ่งไปตามทางของมัน แม้จะแออัดยัดเยียดแต่ฉันที่ยืนอยู่ริมสุดอย่างเบียดเสียด ก็ยังมีโอกาสได้หันหน้าออกไปด้านข้างเพื่อรับลมเย็น กลิ่นน้ำเหม็นลอยเข้ามาเตะจมูกอย่างเลี่ยงไม่ได้ ฉันจำใจต้องสูดมันเข้าไปเพียงเพราะต้องการอากาศหายใจ ฉันเปิดเพลงจากเครื่องเล่นในโทรศัพท์ที่เหน็บหูฟังไว้อยู่ก่อนแล้วตอนขึ้นมอเตอร์ไซค์ เสียงเพลงที่ดังอยู่ในรูหูไม่อาจจับใจความได้เพราะเสียงเครื่องยนต์ที่ดังจี่ แต่จุดประสงค์ฉันไม่ใช่เพื่อการฟังเพลงอย่างสุนทรีหรอก ฉันเพียงแค่ปกป้องแก้วหูของตัวเองจากเสียงเครื่องยนต์ที่มันดังจนแก้วหูแทบระเบิดก็เท่านั้น  

ฉันทอดมองบรรยากาศรอบข้าง ฉันเห็นน้ำที่กระเซ็นอันเกิดจากพื้นน้ำและท้องเรือกระแทกกันจนแตกกระจาย ใครต่อใครก็พากันดึงผ้าใบขึ้นหลบให้วุ่น ด้วยความที่รังเกียจที่มันแสนสกปรก แต่ฉันกลับยืนมองมันนิ่งอย่างไม่เกรงกลัวว่ามันจะกระเด็นมาเปื้อนหน้าแต่อย่างใด  

สายนทีกระเพื่อมไหวไม่เคยแน่นิ่ง  จากสายตาที่มองสังเกตสังกาไปทั่ว บัดนี้ก็กลายเป็นทอดไปอย่างไร้จุดหมาย ในขณะที่ในหัวยังมีภาพหลายภาพผุดขึ้นมาให้เห็นอยู่รำไร 

ภาพ...เขาจับมือกัน 

ภาพ...เขามาด้วยกัน 

แม้จะมีภาพคู่กันอยู่หลายใบ แต่น่าแปลกนักที่ภาพเดี่ยวของ เขา’ กลับไม่เหลือติดในห้วงความทรงจะของฉัน...แม้สักใบเดียว! 

กดแชร์

เรื่องอื่นๆ ของไรเตอร์

แสดงความคิดเห็น

(อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น)

0 Comments

ยังไม่มีคอมเมนต์

ข้อตกลงในการใช้งาน

ข้อความทีท่านได้อ่านจาก เว็บเพจนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และ เผยแพร่โดยอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ ไม่ได้เห็นด้วย และไม่ขอรับผิดชอบ ต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นผู้อ่านทุกท่าน โปรดใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตนเอง และ ถ้าหากท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ ขัดต่อกฎหมาย และ ศีลธรรม กรุณาแจ้งมาที่ webmasterเพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ