ติดตามเรื่องนี้
อารัมภบท

ตอนเด็กๆ ฉันเป็นคนที่ขี้เกียจตื่นไปโรงเรียนมาก

จำได้ว่ากว่าแม่ปลุกไปโรงเรียนแล้วกว่าจะลุกขึ้นมาได้ก็เล่นเอาแม่แต่งหน้าแต่งตัวเสร็จกำลังจะไปทำงานแล้ว

ใจหนึ่งฉันก็อยากแกล้งป่วย สำออยบอกแม่ว่าปวดหัว ตัวร้อน ไม่สบาย หรืออะไรทำนองนั้น

แต่เอาเข้าจริงก็ไม่กล้าหรืออาจจะอับอายเกินกว่าจะทำล่ะมั้งหากเพื่อนๆ ในห้องเรียนรู้ว่าเราไม่ไปโรงเรียนทั้งๆ ที่เมื่อวานมันยังเดินเหินได้สบายอยู่เลย อาจจะถึงขั้นโดนเพื่อนล้อสร้างความอับอาย

 

พอโตมาเข้าสู่วัยทำงานผู้ทำหน้าปลุกฉันก็ไม่ใช่แม่อีกแล้วแต่เป็นนาฬิกาจากโทรศัพท์

และฉันก็ไม่สามารถจนแกล้งอิดออดทำเป็นป่วยไข้ได้ เพราะหากฉันทำอย่างนั้นฉันคงต้องเริ่มส่งข้อความรายงานสภาพร่างกายที่ไปให้หัวหน้าฟังทั้งที่เมื่อวานฉันยังดีๆ อยู่ ดีไม่ดีอธิบายมากความก็หาว่า tอแหล ซึ่งแน่นอนว่าใช่!

 

ในโลกของการทำงานฉันไม่อาจจะละทิ้งความรับผิดชอบเมื่อตัดสินใจเดินเข้ามาเอาแรงกายแลกกับเม็ดเงิน และที่สำคัญ บางทีเราต้องขายทั้งสมองเพื่อทุ่มเทให้กับความรับผิดชอบ

อีกทั้งยังต้องทำงานอย่างเชื่อฟังคำสั่งของเจ้านายอย่างเคร่งครัด

 

ทำไมน่ะหรือ...ง่ายๆ สั้นๆ เพราะคือลูกน้อง!

 

ฉันไม่ถึงกับเกลียดคำว่าลูกน้องและก็ไม่ได้เหยียดหยามสถานะของตัวเองถึงขนาดนั้น

ตราบใดที่ไม่ใช่เจ้าของบริษัทฉันก็ยังจะเป็นลูกน้องของเขาอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าฉันจะเป็นพนักงานระดับล่างธรรมดาก็จะเป็นลูกน้องของหัวหน้า

และถึงแม้ว่าฉันจะขึ้นเป็นระดับหัวหน้า ฉันก็จะยังเป็นลูกน้องของเจ้าของกิจการอยู่ดี

 

แต่ก็มีแวบหนึ่งที่คนเราเบื่อกับการต้องตื่นมาทำตามคำสั่งคนบางคนจนเราไม่หลงเหลือความสุขที่อยากจะทำ

เรามั่นใจว่าเรามีความสามารถพอที่จะทำงานหนึ่งที่เราหลัง แต่หัวหน้ากลับสั่งการให้เราทำงานบางอย่างที่ง่ายแสนง่าย แต่พอๆ กันกับคำว่าน่าเบื่อและจำเจ

ส่วนตัวหัวหน้านั้นดูเหมือนจะมีงานที่ท้าทายให้เขาทำอยู่คนเดียวโดยไม่ต้องพึ่งลูกน้องอย่างเรา

และเขาจะยังคงเก่งกาจและดำรงตนเป็นหัวหน้าที่เหนือกว่าเราต่อไป

 

เอาล่ะ...เริ่มเข้าใจ เพราะเขาเป็นหัวหน้าไง เขาจะสั่งให้เราทำอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีงานเข้ามาในแผนก แต่ก็ดูเหมือนเค้ามีงานทำทุกวันส่วนเราเหมือนตัวไร้ประโยชน์เหมือนตัวเองไม่มีค่าพอให้ทำงานยากๆ สิน่า

 

เอาล่ะ เริ่มเข้าใจแล้วว่าบางคนที่เปลี่ยนงานพร้อมกับเหตุผลที่ว่า “อยากออกไปหาประสบการณ์ทำงานใหม่ๆ” มันเป็นอย่างนี่เอง

บางบริษัทเราก็ไม่จำเป็นต้องอยู่กับมันนานกินเวลาโดยเปล่าประโยชน์

บริษัทเดิมอาจจะให้ความรู้แก่เราอย่างเพียงพอต่องานในบริษัทแล้ว

ในขณะที่บางบริษัทอาจจะให้ความรู้ที่เราไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่ในโลกนี้

 

และเราอาจจะเก่งกว่าเดิมเป็นอย่างมากถ้าเราเลือกที่จะก้าวออกจากจุดเดิมที่เรายืนอยู่

 

มันคือความท้าทาย

มันคือสิ่งที่ต้องครุ่นคิด แล้วตัดสินใจ

 

และแน่นอน ถ้าเรายังเลือกที่จะเดินสายในฐานะ “พนักงานบริษัท” นั่นก็จะยังหมายถึงเรายังเป็น “ลูกน้อง

แต่สถานะลูกน้องแบบไหนล่ะที่เราจะพอใจ

 

ลูกน้อง” ที่ได้ทำตามคำคำสั่งอย่างเดียว หรือ “ลูกน้อง” ที่มีสิทธิ์ได้รับมอบหมายให้ทำงานที่เข้ามาอยู่เรื่อยๆ จนบางทีอาจจะมาเปลี่ยนเรื่องบ่นในความบทควาทหน้าว่า “เบื่องานมีให้ทำอยู่ทุกวัน

 

มนุษย์ไม่มีความพอใจอะไรสักอย่าง

และแน่นอนว่าฉันเองก็เหมือนกัน....

กดแชร์

เรื่องอื่นๆ ของไรเตอร์

แสดงความคิดเห็น

(อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น)

0 Comments

ยังไม่มีคอมเมนต์

ข้อตกลงในการใช้งาน

ข้อความทีท่านได้อ่านจาก เว็บเพจนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และ เผยแพร่โดยอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ ไม่ได้เห็นด้วย และไม่ขอรับผิดชอบ ต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นผู้อ่านทุกท่าน โปรดใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตนเอง และ ถ้าหากท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ ขัดต่อกฎหมาย และ ศีลธรรม กรุณาแจ้งมาที่ webmasterเพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ